การแพ้ฝุ่นหรือไรฝุ่น
- Details
- Category: โรคภูมิแพ้
- Published on Thursday, 22 September 2011 10:39
- Written by Opon
- Hits: 653
การแพ้ฝุ่นหรือไรฝุ่น
การลดไรฝุ่นในบ้าน House dust mite
ไรฝุ่นเป็นสัตว์ใกล้เคียงกับแมลงมุม มีแปดขา ไม่สามารถเห็นได้ด้วยตาเปล่าพบไรฝุ่นมากในที่มีความชื้นสูง สามารถ
แพร่พันธ์บนพื้น อาจจะอยู่รวมกับสะเก็ดรังแคสัตว์ เชื้อรา พบร่วมกับฝุ่นที่มาจากเสื่อ หมอน พรม ผ้าคลุมเตียง เสื้อผ้า ม่าน ตุ๊กตา แม้ว่าบ้านจะสะอาดอย่างไรก็ไม่สามารถกำจัดไรฝุ่นได้หมด ควรจะให้ความสนใจสำหรับเด็กเล็กเพราะหากได้รับสารภูมิแพ้ตั้งแต่เด็กอาจจะทำให้เกิดเป็นโรคหอบหืด ควรจัดห้องให้ปลอดฝุ่นวิธีป้องกันไรฝุ่นทำได้ดังนี้
- เลือกอุปกรณ์ที่ทำจากไม้ พลาสติก ไม่ควรใช้พวกพรหม ใช้มู่ลี่แทนผ้าม่าน
- ไม่ควรใช้ผ้าห่มหรือที่นอนที่ทำจากขนสัตว์
- หุ้มหมอน เตียง เสื่อด้วยผ้าคลุมป้องกันภูมิแพ้ซึ่งจะป้องกันไรฝุ่นและสารก่อภูมิแพ้อื่นๆเล็ดรอดผ่านไปได้
- ล้างปลอกหมอน ผ้าคลุมเตียงทุกสัปดาห์โดยใช้น้ำร้อนมากกว่า 60 ํC และให้รีดผ้าปูที่นอนร้อนๆเพื่อฆ่าไรฝุ่น
- ลดความชื้นของห้องนอนให้น้อยกว่า 50%โดยซ่อมแซมก๊อกน้ำที่รั่ว ความชื้นรอบบ้าน
- นำพรมออกจากห้องนอน
- ไม่ควรนำตุ๊กตาไว้ในห้องนอน ควรจะล้างทุกอาทิตย์ด้วยน้ำร้อน
- เช็ดพื้นด้วยน้ำอย่างน้อยวันละครั้ง ไม่ควรใช้ผ้าแห้งเพราะจะมีไรฝุ่นอยู่
- ให้ดูดฝุ่นทุกสัปดาห์
- การใช้เครื่องกรองอากาศอาจจะช่วยลดปริมาณไรฝุ่นได้บ้าง แต่ต้องกำจัดฝุ่นดังได้กล่าวเบื้องต้น
แพ้แมลงสาบ
- Details
- Category: โรคภูมิแพ้
- Published on Thursday, 22 September 2011 09:02
- Written by Opon
- Hits: 680
แพ้แมลงสาบ
วิธีป้องกันแมลงสาบ
มีหลักฐานว่าการพบแมลงสาบในบ้านมีความสัมพันธ์กับความรุนแรงของโรคหอบหืด พบว่าโปรตีนในน้ำลายจะเป็นสารก่อภูมิแพ้ที่สำคัญ นอกจากนั้นสิ่งขับถ่ายและตัวมันก็เป็นสารก่อภูมิแพ้ด้วยเช่นกัน
วิธีป้องกัน
- อย่าเหลืออาหารไว้ในบ้าน โดยเฉพาะในห้องนอน
- เศษอาหารที่เหลือควรเก็บไว้ในถังขยะที่มีฝาปิดสนิท
- ทำความสะอาดพื้นห้องครัวอย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง
- ซ่อมท่อน้ำที่รั่ว
- ปิดรูที่จะเป็นทางเข้าของแมลงสา
แพ้อากาศ
- Details
- Category: โรคภูมิแพ้
- Published on Monday, 05 September 2011 13:10
- Written by Opon
- Hits: 626

แพ้อากาศ
อาการแพ้อากาศหมายถึงการที่ เยื่อบุจมูกอักเสบและบวมทำให้เกิดอาการดังนี้ จาม คัดจมูก คันจมูก น้ำมูกไหล นอกจากนั้นอาจจะมีอาการทางเยื่อบุตาอักเสบ ไซนัสอักเสบ หรือคออักเสบ สำหรับสาเหตุของเยื่อบุจมูกอักเสบพบว่าเกิดจากโรคภูมิแพ้เป็นส่วนใหญ่ สาเหตุของเยื่อบุจมูกอักเสบอาจจะเกิดจากภูมิแพ้ หรือมิใช่ภูมิแพ้ก็ได้
กลไกการเกิดโรค
|
โรคที่เกิดจากโรคภูมิแพ้ |
เมื่อร่างกายได้รับสารภูมิแพ้ ซึ่งจะกระตุ้นให้ร่างกายสร้างภูมิชนิด IgE ภูมินี้จะไปกระตุ้น Mast cell (เป็นเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิดหนึ่ง) ทำให้ร่างกายมีการหลั่งสารเคมีหลายชนิด เช่น histamin,prostaglandin สารเหล่านี้ทำให้เกิดอาการคัดจมูก น้ำมูกไหล
ผลของโรคภูมิแพ้
แม้ว่าโรคนี้จะไม่ทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิต แต่หากเกิดปฏิกิริยาภูมิแพ้แบบรุนแรงอาจจะทำให้เกิด anaphylaxis นอกจากนั้นเราอาจจะพบโรคร่วมเช่น ไซนัสอักเสบ โรคหอบหืด หูชั้นกลางอักเสบ ผิวหนังอักเสบ
- มีโรคแทรกซ้อน ซึ่งอาจจะทำให้เกิดผู้ป่วยมีอาการมากขึ้น เช่น โรคไซนัสอักเสบ หูชั้นกลางอักเสบ เพราะฉนั้นหากมีอาการคัดจมูกเรื้อรังต้องระวังโรคแทรกซ้อนเหล่านี้
- โรคภูมิแพ้อาจจะมีโรคร่วมเช่น โรคหอบหืด ผิวหนังอักเสบ polyp หากไม่รักษาโรคภูมิแพ้จะทำให้โรคร่วมเหล่านี้ไม่หาย
- โรคภูมิแพ้อาจจะทำให้คุณภาพชีวิตเสียไปเช่นง่วงซึมจากยา ขาดเรียน เป็นต้น
จะรู้ได้อย่างไรว่าเป็นโรคภูมิแพ้
- อาการของโรคภูมิแพ้
- อาการที่เริ่มเป็นโรคภูมิแพ้ ส่วนใหญ่มักจะเริ่มเกิดเมื่ออายุ 20 ปีแต่ก็มีผู้ป่วยที่เริ่มเป็นตั้งแต่อายุน้อย และเป็นต่อเนื่องจนวัยหนุ่ม
- อาการภูมิแพ้เป็นทั้งปี( perennial rhinitis )หรือเป็นเฉพาะฤดู( seasonal rhinitis ) หรืออาจจะเป็นทั้งสองแบบผสมกัน อาการภูมิแพ้เป็นทั้งวัน หรือเป็นเฉพาะเจอเหตุการณ์ที่พิเศษ การเป็นคนช่างสังเกตจะช่วยให้ช่วยในการวินิจฉัยโรค
- เมื่อเวลาเป็นภูมิแพ้มีอาการที่อวัยวะไหนบ้าง ส่วนใหญ่จะมีอาการคันจมูก คัดจมูก น้ำมูกไหล จาม แต่บางคนจะมีอาการเคืองตา น้ำตาไหล
- ปัจจัยที่กระตุ้นให้เกิดอาการภูมิแพ้
- ทราบปัจจัยกระตุ้นอาการภูมิแพ้หรือไม่ เช่นเมื่อเจอฝุ่น หรือเกิดอาการเมื่อจุดธูป หรือแพ้ขนสัตว์ หากสิ่งที่สงสัยว่าจะเป็นภูมิแพ้แล้วเกิดอาการแสดงว่าแพ้สิ่งนั้น
- อาการภูมิแพ้อาจจะเป็นมากขึ้นหากสัมผัสสารระคายเคืองเช่น ควันบุหรี่ กลิ่นสี กลิ่นแรงๆ
- ผู้ที่เป็นภูมิแพ้ตลอดปีมักจะแพ้ ไรฝุ่น หรือแพ้ขนสัตว์
- การตอบสนองต่อการรักษา
- หากตอบสนองการรักษาด้วยยาแก้แพ้ antihistamine ได้ผลดีก็จะช่วยในการวินิจฉัย แต่ผู้ป่วยที่คัดจมูกโดยที่ไม่ใช่โรคภูมิแพ้ก็ตอบสนองต่อยาแก้แพ้
- หากตอบสนองต่อยาพ่นจมูก steroid แสดงว่าเกิดจากภูมิแพ้
- หาโรคร่วม
- ผู้ป่วยโรคภูมิแพ้มักจะมีโรคร่วม เช่นผิวหนังอักเสบ โรคหอบหืด หากไม่ควบคุมอาการภูมิแพ้จะทำให้โรคหอบหืดหรือโรคผิวหนังกำเริบ
- ค้นหาโรคแทรกซ้อน เช่นไซนัสอักเสบ หูชั้นกลางอักเสบ โรคนอนกรน ฟันกร่อนเนื่องจากนอนกัดฟัน ริดสีดวงจมูก (nasal polyp)
- มีโรคหลายโรคที่ทำให้เกิดอาการแพ้ เช่น ต่อมธัยรอยด์ทำงานน้อย
- ประวัติภูมิแพ้ในครอบครัว
- ผู้ที่มีพ่อแม่เป็นโรคภูมิแพ้ ก็มีโอกาศเป็นโรคภูมิแพ้สูง
- ผู้ที่เป็นโรคภูมิแพ้ อาจจะไม่มีประวัติภูมิแพ้ในครอบครัว เนื่องจากอาจจะมีปัจจัยอย่างอื่น
- สิ่งแวดล้อม
- ให้สังเกตสิ่งแวดล้อมที่จะทำให้เกิดอาการภูมิแพ้ทั้งปี เช่น ปัจจัยที่ทำให้เกิดไรฝุ่น รา สัตว์เลี้ยง ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดภูมิแพ้ เช่น อาชีพเกี่ยวกับพรม ความร้อน ความชื้น
- สิ่งแวดล้อมในที่ทำงานหรือโรงเรียนที่อาจจะทำให้เกิดภูมิแพ้ เช่น การทำงานเกี่ยวข้องกับสัตว์ ความชื้น เกสรดอกไม้เป็นต้น
คนที่เป็นภูมิแพ้จะมีลักษณะอย่างไร
|
ผู้ที่เป็นภูมิแพ้จะมีขอบตาดำเนื่องจากการขยายของเส้นเลือดรอบดวงตา
|
|
|
เนื่องจากจะคันจมูกบ่อย ผู้ป่วยจะขยี้จมูกทำให้เกิดรอยขวางส่วนปลายจมูก |
|
- เมื่อส่องดูรูจมูกจะพบว่าเยื่อจมูกบวมสีแดง บางคนอาจจะซีดหรือสีม่วงคล้ำ ลักษณะน้ำมูกก็ช่วยบอกโรคได้เช่น หากน้ำมูกใสก็น่าจะเป็นภูมิแพ้ หากมีน้ำมูกข้างเดียวสีเหมือนหนองก็น่าจะเป็นไซนัสอักเสบ
- อาจจะมีการอักเสบของหู แก้วหูอาจจะทะลุทำให้ผู้ป่วยได้ยินไม่ชัด
- เยื่อบุตาอาจจะแดง และบวมเนื่องจากภูมิแพ้
สาเหตุของอาการคัดจมูก
สาเหตุของโรคภูมิแพ้ขึ้นกับชนิดของโรคภูมิแพ้ ผู้ป่วยบางคนอาจจะแพ้สารภูมิแพ้หลายอย่างทำให้มีอาการภูมิแพ้ทั้งปี และเมื่อได้รับสารกระตุ้นจะทำให้อาการกำเริบเป็นระยะ สาเหตุของโรคภูมิแพ้จะขึ้นกับชนิดของโรคภูมิแพ้
Allergic Rhinitis
perennial allergic rhinitis
อาการของผู้ป่วยจะมีอาการคัดจมูก น้ำมูกไหลทั้งปี อาการคันคอ จาม น้ำมูกไหลจะน้อยกว่า seasoning rhinitis
เป็นภูมิแพ้ที่เกิดจากสารภูมิแพ้ที่อยู่ในบ้าน แต่ก็อาจจะเกิดจากสารภูมิแพ้นอกบ้านที่มีอยู่ตลอดปี สารภูมิแพ้ได้แก่
- ไรฝุ่น
- สัตว์เลี้ยง
- แมลงสาบ
- หนู
seasonal allergic rhinitis
เป็นโรคภูมิแพ้ที่เกิดตามฤดูการ ส่วนใหญ่เกิดจากสารภูมิแพ้นอกบ้านที่เกิดตามฤดู
- เกษรดอกไม้ ดอกหญ้า
- เชื้อรานอกบ้าน
อาการที่สำคัญของโรค seasoning allergic rhinitis
- อาการคันจมูกเป็นอาการสำคัญ นอกจากนั้นอาจจะคันบริเวณ ตา หู คอ
- ในช่วงที่มีเกษารดอกไม้ และผู้ป่วยอยู่ในช่วงภูมิแพ้ ผู้ป่วยอาจจะมีอาการน้ำมูกไหลมากขึ้นหากสัมผัสสิ่งระคายเคือง เช่นควันบุหรี่ เครื่องปรับอากาศ กลิ่มฉุน
- คัดจมูก และน้ำตาไหล
- น้ำมูกไสไหลอยู่ตลอดเวลา
- อาการคัดจมูกอาจจเป็นมากถึงต้องอ้าปากหายใจหรืออาจจะปวดไซนัส หรือปวดหู
- อาจจะมีอาการไอเนื่องจากน้ำมูกไหลลงคอ
- ผู้ป่วยโรคหอบหืดจะมีอาการหอบมากขึ้น
- อาการมักจะเป็นมากตอนเช้า
- อาการแต่ละวันจะไม่เท่ากัน
Sporadic allergic rhinitis
เป็นโรคภูมิแพ้ที่เกิดจากการสัมผัสสารที่ไม่เคยสัมผัสมาก่อนซึ่งอาจจะเป็นสัตว์เลี้ยง เกษรดอกไม้ กลิ่น อาหาร
Occupational allergic rhinitis
เป็นภูมิแพ้ที่เกิดจากสภาพแวดล้อมในการทำงาน เช่นการทำฟาร์มปศุสัตว์ เกษตรกร สารเคมี
Non Allergic Rhinitis
ผู้ป่วยก็จะมีอาการคัดจมูก น้ำมูกไหลแต่จะไม่มีอาการคัน เมื่อเจาะเลือดตรวจหรือการทดสอบทางผิวหนังก็ไม่พบหลักฐานว่าเป็นภูมิแพ้ โรคที่พบได้แก่
Nonalllergic Eosinophilic Rhinitis
- ผู้ป่วยจะมีอาการเหมือนภูมิแพ้ คัดจมูก น้ำมูกไหล คันจมูก ซึ่งจะเป็นทั้งปี
- บางคนอาจจะไม่ได้กลิ่น
- บางคนอาจจะพบร่วมกับการอักเสบของไซนัส หรือโรคหอบหืด
- เมื่อตรวจนำ้มูกจะพบเซลล์เม็ดเลือดขาวที่เรียกว่า Eosinophil
Infectious Rhinitis
- เป็นอาการคัดจมูกที่เกิดจากโรคติดเชื้อ เช่นไข้หวัด เชื้อแบคทีเรีย
- น้ำมูกจะมีสีเหลือง
- หากมีน้ำมูกสีเหลืองติดต่อกันเกิน 5 วันให้สงสัยว่าจะน่าจะเป็นการติดเชื้อแบคทีเรียที่จมูก หรือไซนัส
- มีไข้ต่ำๆ
- เมื่อนำน้ำมูกมาตรวจจะพบเวลล์เม็ดเลือดขาวชนิด neutrophil และเชื้อแบคทีเรีย
Idiopathic nonallergic rhinitis หรือ Vasomotor rhinitis
- อาการคัดคัดจมูกของผู้ป่วยมิใช่เกิดจากโรคภูมิแพ้
- อาจจะเกิดจาก กลิ่นฉุนๆ
- อาจจเกิดสารเคมี
- บางครั้งอาจจะเกิดจากสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง เช่น ความชื้น อุณหภูมิ ความกดอากาศ
- ตรวจน้ำมูกไม่พบเซลล์ที่ผิดปกติ
- กลไกการเกิดยังไม่ทราบ
Hormonal Rhinitis
- เป็นอาการคัดจมูกที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนในร่างกาย
- อาการคัดจมูกมักจะสัมพันธ์กับ การมีประจำเดือน การตั้งครรภ์ ต่อมธัยรอยด์ทำงานน้อย
- อาการสำคัญคือคัดจมูก และน้ำมูกไหล
Anatomical Rhinitis
เป็นอาการคัดจมูกที่เกิดจากควมผิดปกติในจมูก เช่น มี polyp ผนังกันจมูกเบี้ยว มีวัตถุแปลกปลอม
แพทย์จะตรวจอะไรบ้างเพื่อหาสาเหตุของโรคภูมิแพ้
การตรวจร่างกาย
- ตรวจดูว่าใช้ปากหายใจแทนจมูกหรือไม่
- ตรวจจมูกว่ามีรอยขวางกลางจมูกหรือไม่
- ส่องตรวจรูจมูกเพื่อตรวจดูว่ามี polyp เยื่อบุจมูกว่าบวมหรือไม่ สีของเยื่อบุจมูก สีของน้ำมูก
- ตรวจตาว่ามีการอักเสบของเยื่อบุตาหรือไม่
- ตรวจคอ ว่ามีเสบหะติดคอหรือไม่ ต่อมทอนซิลโตหรือไม่
- ตรวจหูว่ามีหูน้ำหนวก หรืออักเสบ
การทดสอบทางภูมิแพ้
- การทดสอบภูมิแพ้ทางผิวหนังซึ่งสามารถทำได้สองวิธีคือ การใช้เข็มสะกิดผิวหนังให้เป็นแผลแล้วหยดสารที่สงสัยว่าจะเป็นสารภูมิแพ้บนผิวหนังที่เป็นแผล รอดูผลซึ่งจะเกิดผื่นลมพิษบริเวณดังกล่าวในเวลา 10-15 นาที หรืออาจจะใช้วิธีฉีดสารที่สงสัยว่าจะแพ้เข้าใต้ผิวหนัง แล้วรอผลว่าจะเกิดลมพิษหรือไม่
- การเจาะเลือดตรวจหาระดับภูมิ IgE หลังจากผิวหนังถูกกระตุ้นด้วยสารที่สงสัยว่าจะเป็นสารภูมิแพ้
- การเจาะเลือดหาระดับ IgE ซึ่งผู้ป่วยภูมิแพ้มักจะมีภูมิ IgE ระดับสูง
- การเจาะเลือดตรวจ CBC จะพบว่ามีเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิด Eosinophil สูง
- การตรวจทางรังสีเพื่อตรวจดูว่ามีโรคแทรกซ้อน เช่นไซนัสอักเสบโดยอาจจะเป็นการตรวจ X-RAY ธรรมดาหรือตรวจด้วยคอมพิวเตอร์
- การตรวจพิเศษเช่นการส่องเข้าไปในรูจมูก Rhinoscopy เพื่อตรวจดูว่ามีเนื้องอก หรือสิ่งผิดปกติอย่างอื่นหรือไม่
การรักษา
ขั้นตอนในการรักษาโรคภูมิแพ้
|
ความหนักของอาการ |
ชนิดของการรักษา |
|
อาการไม่หนักหรือนานๆจะเป็นสักครั้ง |
|
|
อาการเป็นหนักปานกลางและเป็นบ่อย |
|
|
ในรายที่มีอาการรุนแรง |
|
ข้อแนะนำในการรักษาโรคภูมิแพ้สำหรับคนไข้
ภูมิแพ้ในผู้สูงอายุ
- ผู้ป่วยสูงอายุมักจะไม่ค่อยเป็นโรคภูมิแพ้ สาเหตุมักจะเป็น atropic rhinitis ซึ่งรักษายาก
- ต้องพิจารณาเรื่องยาที่ผู้ป่วยรับประทานเพราะอาจจะเป็นสาเหตุของอาการคัดจมูก เช่น reserpine(ยาลดความดันโลหิต),methyldopa(ยาลดความดันโลหิต),prazocin (ยาลดความดันโลหิต),ACEI(ยาลดความดันโลหิต
- ยาแก้คัดจมูก Decongestant อาจจะทำให้ปัสสาวะไม่ออกในผู้ป่วยที่เป็นต่อมลูกหมากโต
- ยาแก้คัดจมูก Decongestant อาจจะมีผลต่อความดันโลหิตและโรคหัวใจของผู้ป่วย
- ยาแก้แพ้ชนิดที่ง่วงนอนอาจจะทำให้ผู้ป่วยซึมหรืออาจจะเป็นสาเหตุให้หกล้ม
โรคภูมิแพ้ในคนท้องและเลี้ยงลูกด้วยนม
- ให้ใช้ยาลดการหลั่งของ mast cell เป็นอันดับแรกเพราะผลข้างเคียงต่ำ
- หากไม่ได้ผลแนะนำให้ใช้ loratadine ซึ่งมีรายงานถึงความปลอดภัยระดับB(ระดับ A มีหลักฐานยืนว่าปลอดภัย) ตัวเลือกอันดับสองคือ Ceterizine
- ทางเลือกอันดับสามคือยาพ่นจมูก steroid จะใช้ในกรณีที่ใช้ยาสองวิธีแรกแล้วไม่ได้ผล
- หลั่งตั้งครรภ์แล้ว 3 เดือนหากยังมีอาการคัดจมูกก็ให้แก้คัดจมูก
โรคภูมิแพ้ในเด็ก
- การวินิจฉัยโรคภูมิแพ้ในเด็กอาจจะยาก เนื่องจากเด็กอาจจะมาด้วยอาการหูน้ำหนวก ไซนัสอักเสบเรื้อรัง
- ต้องรีบการวินิจฉัยโรคภูมิแพ้ในเด็กให้ได้โดยเร็ว เพื่อป้องกันโรคแทรกซ้อน
- เด็กที่แพ้อาหารอาจจะมาด้วยเรื่องคัดจมูกน้ำมูกไหล
- การใช้ยาพ่นชนิด steroid เรื้อรังอาจจะทำให้การเจริญเติบโตช้าลง
- ต้องกำจัดสิ่งแวดล้อมที่สงสัยว่าจะแพ้
หลีกเลี่ยงสิ่งที่ทำให้เกิดภูมิแพ้ทั้งสารที่สงสัย และสิ่งแวดล้อมรวมทั้งสารที่ระคายเคืองต่อทางเดินหายใจ
- สิ่งแวดล้อมนอกบ้านได้แก่ เกษรดอกไม้ รานอกบ้าน
- สิ่งแวดล้อมในบ้าน ไรฝุ่น แมลงสาบ จัดห้องให้ปลอดฝุ่น สัตว์เลี้ยง
- สิ่งแวดล้อมในที่ทำงาน
- การรักษาโดยการใช้ยา
- การรักษาโดยการฉีดสารภูมิแพ้ Immunotherapy (desensitization)
Immunotherapy (desensitization)
วิธีการก็คือการทดสอบทางผิวหนังโดยการฉีดสารที่สงสัยหรือสารที่แพ้บ่อยเข้าใต้ผิวหนัง หลังจากนั้นดูปฏิกิริยาว่าแพ้อะไร เมื่อทราบว่าแพ้สารอะไรก็นำสารนั้นมาฉีดเข้าใต้ผิวหนังเพื่อให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันชนิด IgG แทน IgE ซึ่งไม่ทำให้เกิดปกิกิริยาภูมิแพ้ การรักษาจะได้ผลหลังจากฉีดไปแล้ว 6-12 เดือน อันตาจที่อาจจะเกิดจากการทดสอบหรือการรักษาอาจจะทำให้เกิดปฏิกิริยาภูมิแพ้อย่างรุนแรง
การทดสอบภูมิแพ้จะทำในรายที่รักษาด้วยยาแล้วไม่ได้ผล หรือผู้ป่วยอาการรุนแรง หรือมีโรคแทรกซ้อน ไม่ควรทำในรายที่มีประวัติการแพ้ต่อการฉีดสารภูมิแพ้
ข้อควรพิจารณาในการImmunotherapy (desensitization)
- ผู้ป่วยที่เป็นโรคภูมิแพ้ทั้งปี
- ผู้ป่วยที่อาการยังไม่ดีขึ้นแม้ว่าจะใช้ทั้งยาพ่นและยารับประทานอย่างเต็มที่
- ป้องกันการกำเริบของโรคหอบหืด
- ป้องกันการกลับเป็นซ้ำของโรคไซนัส
- ป้องกันการกลับเป็นซ้ำของโรคหูชั้นกลางอักเสบ
เมื่อไปพบแพทย์ท่านจะต้องบอกอะไรบ้าง
- อายุที่เริ่มเป็น
- การดำเนินของโรค
- ความรุนแรงของโรค
- ระยะเวลาที่เป็น
- ความสัมพันธ์กับอากาศ
- ความสัมพันธ์กับอาการทางตา คอ โรคหอบหืด
- เคยเป็นโรคไซนัสหรือหูอักเสบหรือไม่
- ปัจจัยที่ทำให้โรคเป็นมากขึ้น
- อาการคัดจมูกมีความสัมพันธ์กับโรคหอบหืดหรือไม่
- อาการมีความสัมพันธ์กับการใช้ยาหรือไม่
- อาการมีความสัมพันธ์กับอาหารหรือไม่
- ประวัติภูมิแพ้ในครอบครัว
- ประวัติการใช้ยา
อาการจามจะเกิดเมื่อมีการระคายเคืองต่อเยื่อบุจมูก ทำให้สมองสั่งให้มีอาการจามออกมา ข้อแนะนำ
- เมื่อเกิดอาการอยากจาม ให้กดบริเวณปลายจมูกซึ่งจะทำให้หยุดอาการอยากจาม
- บางคนเมื่อเจอแสงจ้าๆอาจจะทำให้จาม คนนั้นอาจจะต้องสวมแว่นกันแดด
- หากมีน้ำมูกให้สั่งออก และล้างรูจมูกด้วยน้ำเกลือ
- หากมีอาการจาม อย่าเอามือปิด หรือหุบปากเพราะจะทำให้ความดันไปสู้หูชั้นกลางทำให้เกิดการอักเสบของหู
- หากคุณมีอาการจามบ่อยให้ปรึกษาแพทย์เพราะอาจจะเป็นภูมิแพ้
Anaphylaxis
- Details
- Category: โรคภูมิแพ้
- Published on Sunday, 04 September 2011 11:55
- Written by Super User
- Hits: 940
Anaphylaxis
เป็นการแพ้ชนิดที่รุนแรงที่สุด หากรักษาไม่ทันก็เป็นอันตรายถึงแก่ชีวิต สาเหตุที่สำคัญได้แก่อาหาร เช่น ถั่วต่างๆ อาหารทะเล ปลา กุ้ง ไข่ รวมทั้งเหล็กในจากผึ้ง และต่อ มดแดง
กลไกการเกิด เมื่อเราได้รับสารก่อภูมิแพ้ครั้งแรกร่างกายก็จะสร้างภูมิต่อสารนั้นโดยมากเป็นชนิด IgE เมื่อร่างการได้รับสารก่อภูมิแพ้อีกครั้งก็จะเกิดอาการภูมิแพ้ขึ้น
อาการของโรค
อาการของแพ้ชนิดนี้จะเกิดอาการทุกระบบโดยเฉพาะผิวหนัง ทางเดินหายใจ ระบบไหลเวียนและหลอดเลือด ตา คุณควรจะสงสัยหากอาการต่างๆเหล่านี้เกิดขึ้นในเวลาเป็นนาที หลังจากที่คุณได้รับสารก่อภูมิแพ้
- อาการเริ่มต้นจะมีบวมและคันบริเวณที่ได้รับสารภูมิแพ้ เช่น หากได้รับอาหารที่แพ้ จะมีอาการ บวม คันปากและคอมีอากาปวดท้องและถ่ายเหลว
- ถ้าเกิดจากแมลงกัดต่อยก็จะมีอาการบวมและคันบริเวณที่ถูกกัด
- มีผื่นลมพิษลามทั่วตัวโดยอาจจะเริ่มที่ฝ่ามือฝ่าเท้า ศีรษะ ผื่นจะลามทั้งตัวและคัน หนังตา รอบปากจะบวม ผิวหนังจะแดง บางคนอาจจะมีหนังตาบวม ปากบวม
- รู้สึกเหมือนมีก้อนในคอ เสียงแหบเนื่องจากกล่องเสียงและสายเสียงบวม laryngeal edema
- หลอดลมตีบทำให้หายใจลำบาก ผู้ป่วยจะกระสับกระส่าย
- ความดันโลหิตต่ำ หน้ามือเป็นลม และในที่สุดผู้ป่วยจะหมดสติภายในไม่กี่นาที
- อ่อนเพลีย ชีพขจรเร็ว
อาการอื่นๆที่อาจจะพบในผู้ป่วยที่แพ้
- อาการทางระบบหัวใจได้แก่ เวียนศีรษะ หน้ามืด เป็นลม
- อาการระบบทางอาหาร แน่ท้อง คลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง
- อาการระบบทางเดินหายใจ คัดจมูก น้ำมูกไหล จาม หายใจเสียงดังพูดลำบาก กลืนลำบาก
- อาการทางปอด ไอ แน่หน้าอก หายใจมีเสียงหวีด
- อาการทางผิวหนัง ลมพิษ หนังตา ปากจะบวม
ถ้าหากคุณหรือสมาชิกในครอบครัวเป็นภูมิแพ้ชนิดรุนแรง คุณจะต้องเตรียมพร้อมยาที่จำเป็นและวิธีป้องกัน
สารที่ก่อให้เกิดอาการภูมิแพ้
สารที่สามารถทำให้เกิดแพ้ชนิดนี้ได้แก่
- ยาได้แก่ยา penicillin sulfonamide ยาสลบ insulin
- วัคซีนโดยเฉพาะผู้ที่แพ้ไข่ขาว หรืออาจจะแพ้ส่วนประกอบของวัคซีน
- ยาง
- เลือดและส่วนประกอบของเลือด
- แมลงกัดต่อย เช่นผึ้ง ต่อ มดแดง
- สารจากอาหารก่อให้เกิดภูมิชนิดนี้บ่อยที่สุด ได้แก่ นม ไข่ ถั่ว แป้งสาลี ถั่วเหลือง ปลา
- สารถนอมอาหาร เช่น sulfite ที่มีในอาหารมักดอง สุรา มันฝรั่ง
- การออกกำลังกาย
ระยะเวลาตั้งแต่ได้รับสารภูมิแพ้จนกระทั่งเกิดอาการกินเวลาไม่กี่นาที แต่บางคนอาจจะเกิดอาการหลังได้สารนั้น 2-3 ชั่วโมง
การตรวจร่างกาย
ทำได้ไม่ยากเพราะจะตรวจพบลักษณะดังต่อไปนี้
- ผื่นแดงทั่วตัว
- มีลมพิษ
- ริมฝีปาก ลิ้น หนังตาบวม
- หายใจมีเสียง wheeze
- ริมฝีปากและลิ้นจะเขียว
- ความดันโลหิตต่ำ
การรักษา
ผู้ป่วยจะต้องได้รับการรักษาที่เร็วมิเช่นนั้นอาจจะช็อกหมดสติและเสียชีวิต การรักษาเบื้องต้นจะให้ยาชื่อ adrenaline ซึ่งจะทำให้อาการดีขึ้นอย่างรวดเร็วหลังจากนั้นก็ต้องนอนโรงพยาบาลสักระยะหนึ่งเพื่อสังเกตอาการและได้รับชนิดอื่น เช่นยาแก้แพ้ ถ้าหากท่านมีปัจจัยเสี่ยงต่อการแพ้ขนิดนี้ลองปรึกษาแพทย์ว่าจะเตรียมยาฉีดไว้ที่บ้าน>
การดูแลเบื้องต้น
- ถ้าหายใจลำบากและรู้ตัวดีก็ให้นั่ง แต่ถ้าความดันต่ำก็ให้นอนราบยกเท้าสูง
- ถ้าผู้ป่วยไม่รู้สึกตัวต้องระวังเรื่องทางเดินหายใจอย่าให้มีเศษอาหารหรือเสมหะอุด ต้องนอนตะแคงหันหน้าไปด้านข้าง
- ห้ามให้น้ำหรืออาหารแก่ผู้ป่วย
- ถ้ารู้ว่าผู้ป่วยได้รับสารที่แพ้แน่นอน และหากมียา adrenaline ที่บ้านก็ช่วยผู้ป่วยฉีดยาเข้าที่กล้าม
- เรียกรถพยาบาลฉุกเฉินหรือไปโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุด
การรักษา
- ต้องหยุดสารที่สงสัยทันที
- ให้นอนยกเท้าสูง>
- วัดสัญญาณชีพบ่อยๆ
- ให้ adrenalin ผู้ใหญ่ให้ 0.3-0.5 ซซ 1:1000 เข้ากล้าม ให้ซ้ำได้ทุก 10-15 นาที หากถูกแมลงต่อยหรือจากการฉีดยา ให้ฉีดยาปริมาณครึ่งหนึ่งรอบรอยฉีดยาหรือบริเวณที่ถูกกัด อีกครึ่งให้ฉีดเข้ากล้าม
- ตรวจทางเดินหายใจให้โล่ง นำฟันปลอมออก
- ให้ออกซิเจน 8-10 ลิตร
- ให้ยาแก้แพ้คือ diphenhydramine 25-50 มก.
- หากความดันต่ำก็ให้น้ำเกลือ
- หากมีอาการเกร็งของหลอดลมก็ให้ยาขยายหลอดลมชนิดพ่น
สิ่งที่ผู้ป่วยควรรู้
- ผู้ที่เสี่ยงต่อการแพ้ชนิดนี้รวมทั้งครอบครัวจะต้องมีแผนการรักษาเบื้องต้นไว้ และหากมีการฝึกซ้อมจะทำให้เกิดความปลอดภัยแก่ผู้ป่วย(เมืองนอกจะมียา adrenalin เป็นชุดสำหรับผู้ที่แพ้ง่าย)
- ผู้ป่วยและญาติจะต้องรู้ถึงอากาเบื้องต้นของโรค
- ผู้ป่วยและญาติต้องรู้วิธีการปฐมพยาบาลเบื้องต้น รวมทั้งการฉีดยา adrenalin
- ผู้ป่วยและญาติต้องรู้ว่าหากแพ้ยาชนิดหนึ่ง ไม่ควรรับยาชนิดอื่นที่อาจจะแพ้ได้ เช่นหากแพ้ penicillin ก็ไม่ควรจะรับประทาน cloxacillin amoxillin เป็นต้น
การป้องกัน
Tip |
|
- ถ้าหากแพ้บ่อย และรุนแรงต้องมียา adrenalin เตรียมไว้
- หลีกเลี่ยงการฉีดยา ให้ใช้รับประทานจะดีกว่า
- หลังการฉีดยา ต้องอยู่ดูอาการสัก 20-30 นาที
- พกยาไว้กับตัวตลอดเวลา
- ต้องบอกให้เพื่อที่ทำงาน เพื่อนบ้าน ทราบว่าท่านแพ้อะไรและจะแก้ไขได้อย่างไร
- ยาที่เก็บไว้สามารถใช้ได้ง่าย และตรวจวันหมดอายุ
- ควรจะติดคำแนะนำวิธีช่วยเหลือไว้กับสร้อยคอ
- ต้องหลีกเลี่ยงสิ่งที่แพ้
- หากท่านแพ้ยาต้องแจ้งแก่แพทย์ทุกครั้ง หรือทำป้ายติดไว้กับสร้อยคอ
- หากท่านแพ้แมลงกัดต่อย ไม่ควรเดินเท้าเปล่า ให้ใส่เสื้อแขนยาว
การออกกำลังกายกับการแพ้ anaphylaxis
อากรเบื้องต้นของการเกิด anaphylaxis
- อ่อนเพลีย
- ตัวอุ่น
- คันตามตัว
- ผิวมีสีแดง
- เกิดลมพิษ
- หายใจเสียงหวีด
หากไม่รีบให้การรักษาโรคอาจจะมีอาการรุนแรงขึ้น
- หนังตาริมฝีปากจะบวม
- มีอาการทางระบบทางเดินอาหาร คลื่นไส้ อาเจียน
- กล่องเสียงบวมทำให้พูดไม่มีเสียงและหายใจลำบาก
- ความดันโลหิตต่ำ
ปัจจัยร่วมที่ทำให้เกิดอาการขณะออกกำลังกาย
- การรับประทานอาหาร พบว่าผู้ป่วยจำนวนหนึ่งเกิดอาการหลังรับประทานอาหารแล้วไปออกกำลังกาย แนะนำให้รับประทานอาหารอย่างน้อย 2 ชั่วโมงแล้วจึงไปออกกำลังกาย
- มักจะมีประวัติภูมิแพ้ในครอบครัว
คำแนะนำ
- ให้หยุดออกกำลังทันทีที่เริ่มเกิดอาการ
- พกยา adrenalin ไปด้วยทุกครั้ง
- ไม่ควรออกกำลังกายคนเดียว
- ควรจะมีป้ายแขวนติดคอว่าเป็นโรคอะไร และปฏิบัติอย่างไร











